ไทยประกาศจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมกัญชาในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2025 เมื่อกระทรวงสาธารณสุขเผยแพร่ข้อกำหนดฉุกเฉินในราชกิจจานุเบกษา และทำให้การซื้อกัญชาทุกครั้งต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลทางการแพทย์ทันที
ก่อนหน้านี้ ผู้บริโภคจำนวนมากยังคุ้นกับยุคที่เดินเข้าร้านแล้วซื้อดอกกัญชาได้โดยไม่ต้องใช้เอกสาร แต่หลังวันที่ 27 มิถุนายน 2025 ภาพนั้นจบลงแล้ว กัญชาถูกจัดกลับมาอยู่ในกรอบ “สมุนไพรควบคุม” และร้านจำหน่ายที่ยังต้องการดำเนินกิจการต่อ ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบการแพทย์อย่างจริงจัง
อะไรเปลี่ยนไปบ้าง
ประเด็นสำคัญที่สุดมีอยู่ 4 เรื่อง
หนึ่ง ผู้ซื้อทุกคนต้องมีใบสั่งหรือเอกสารทางการแพทย์ที่ถูกต้องตามระบบ
สอง ร้านจำหน่ายไม่สามารถขายให้ลูกค้าที่เดินเข้ามาแบบทั่วไปได้อีก หากไม่มีเอกสารรองรับ
สาม ภาครัฐเริ่มบังคับใช้แบบหลายหน่วยงาน ทั้งสาธารณสุข ศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท้องที่
สี่ ธุรกิจที่อาศัยนักท่องเที่ยวสายกัญชาเป็นหลักได้รับผลกระทบทันที เพราะรัฐบาลส่งสัญญาณชัดว่าไม่ต้องการให้ประเทศไทยถูกมองเป็นจุดหมายปลายทางเพื่อ “มาสูบกัญชา”
ทำไมภาครัฐจึงเร่งออกกฎนี้
เหตุผลอย่างเป็นทางการคือการนำกัญชากลับเข้าสู่กรอบการแพทย์ ลดการใช้ที่ไม่เหมาะสม ป้องกันเยาวชน และยกระดับการกำกับดูแลให้ตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น แต่ในเชิงการเมือง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็เชื่อมโยงกับแรงกดดันภายในรัฐบาลผสม และแรงกดดันระหว่างประเทศเรื่องการลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศด้วย
เมื่อพรรคการเมืองที่ผลักดันการเปิดเสรีกัญชาถอยออกจากสมการอำนาจ รัฐบาลจึงมีพื้นที่มากขึ้นในการขยับกลับสู่โมเดล “medical only” อย่างเต็มตัว ผลคืออุตสาหกรรมที่เคยเติบโตแบบกึ่งเสรี ต้องปรับเข้าสู่โครงสร้างที่เข้มงวดมากกว่าเดิมในเวลาแทบจะข้ามคืน
ผู้สั่งจ่ายที่ได้รับอนุญาตมีใครบ้าง
ภายใต้กรอบใหม่ ประเทศไทยอนุญาตให้ผู้ประกอบวิชาชีพ 7 กลุ่มออกเอกสารสั่งจ่ายกัญชาได้ ได้แก่
แพทย์เวชกรรม
แพทย์แผนไทย
แพทย์แผนไทยประยุกต์
เภสัชกร
ทันตแพทย์ในกรณีที่เกี่ยวข้อง
ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนจีน
หมอพื้นบ้านที่ได้รับอนุญาตภายใต้การกำกับวิชาชีพ
แม้ในทางกฎหมายจะมีผู้สั่งจ่ายหลายกลุ่ม แต่ในทางปฏิบัติ ผู้บริโภคจำนวนมากยังหาแพทย์ที่พร้อมออกเอกสารได้ยาก ทำให้บริการที่เชื่อมคนไข้กับคลินิกหรือเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพมีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจน
ผลกระทบต่อร้านจำหน่าย
ร้านกัญชาหลายพันแห่งเจอแรงกระแทกพร้อมกัน บางร้านต้องรีบหาพาร์ตเนอร์ทางการแพทย์ บางร้านต้องวางระบบตรวจเอกสารใหม่ทั้งหมด และบางร้านอาจไปต่อไม่ได้เลยถ้าโมเดลธุรกิจเดิมพึ่งพาการขายหน้าร้านแบบ walk-in เป็นหลัก
นอกจากเรื่องใบสั่งยาแล้ว ร้านยังต้องรับมือกับข้อกำหนดด้านเอกสารประกอบ เช่น การตรวจสอบย้อนกลับของแหล่งที่มา การเก็บแบบฟอร์ม PorThor และการเตรียมพร้อมสำหรับการตรวจจากภาครัฐ หากร้านใดไม่มีระบบหลังบ้านที่ดี ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ยอดขายลดลง แต่รวมถึงการถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตด้วย
ผลกระทบต่อผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว
สำหรับผู้บริโภคไทย ความหมายคือการซื้อกัญชาโดยไม่มีเอกสารไม่ใช่พื้นที่สีเทาที่ปลอดภัยอีกต่อไป ส่วนสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ “cannabis tourism” ในความหมายเดิมแทบจะจบลง เพราะการใช้กัญชาอย่างถูกกฎหมายต้องผูกกับเหตุผลทางการแพทย์และเอกสารจากผู้ประกอบวิชาชีพไทย
คนที่ยังจำภาพประเทศไทยปี 2022-2024 ว่าเป็นที่ที่ซื้อกัญชาได้ง่าย จึงต้องอัปเดตความเข้าใจใหม่ทั้งหมด หากยังใช้ความคาดหวังแบบเดิม มีโอกาสสูงที่จะทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้ผู้ใช้กัญชาควรทำอะไร
ถ้าคุณยังใช้กัญชาอยู่ในประเทศไทย สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่ารอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยจัดการ ควรรีบเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องให้เร็วที่สุด
ศึกษากฎใหม่จากแหล่งที่เชื่อถือได้
ตรวจสอบว่าคลินิกหรือผู้ประกอบวิชาชีพที่คุณติดต่อสามารถออกเอกสารได้จริง
ซื้อจากร้านที่ขอเอกสารอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ร้านที่บอกว่า “ไม่เป็นไร”
เก็บเอกสารไว้ให้พร้อมทุกครั้งที่ครอบครองหรือซื้อกัญชา
หากต้องการเริ่มจากภาพรวมทางกฎหมาย สามารถอ่านคู่มือฉบับเต็มได้ที่ กัญชาในไทย 2025: กฎหมาย ร้านจำหน่าย และคู่มือการซื้อ และหากต้องการเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์โดยตรง ให้ดู วิธีรับใบสั่งยากัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย
บทสรุป
การเปลี่ยนกฎช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2025 ไม่ใช่ข่าวลือหรือข้อเสนอเชิงนโยบายอีกต่อไป แต่มันคือกฎหมายที่มีผลจริงและถูกบังคับใช้จริง ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ประเทศไทยย้ายจากภาพจำของตลาดกัญชาแบบเปิด ไปสู่ระบบที่อิงการแพทย์ เอกสาร และการตรวจสอบย้อนกลับอย่างเข้มงวด
สำหรับร้านจำหน่าย นี่คือช่วงคัดกรองครั้งใหญ่
สำหรับผู้บริโภค นี่คือจุดที่ต้องตัดสินใจว่าจะเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องหรือเสี่ยงเอง
และสำหรับอุตสาหกรรมทั้งหมด นี่คือสัญญาณว่าบทใหม่ของกัญชาไทยจะถูกเขียนด้วยมาตรฐาน ความรับผิดชอบ และการปฏิบัติตามกฎหมาย มากกว่าความคึกคักแบบไร้กรอบในช่วงก่อนหน้า


