Cannabox ที่ Stoned & Co: งานเสวนาแบบใกล้ชิดที่ชุมชนกัญชากรุงเทพยังพูดถึง

ภาพรวมภาษาไทยของงาน ซีรีส์ให้ความรู้เรื่องกัญชาช่วงหน้าฝนของ Cannabox ครั้งแรก ตั้งแต่ช่วง networking เวิร์กช็อป ไปจนถึงเสวนาเรื่อง permissionless innovation และเหตุผลที่รูปแบบงานแบบ community-first สำคัญต่อวงการกัญชาไทย

Cannabox ที่ Stoned & Co: งานเสวนาแบบใกล้ชิดที่ชุมชนกัญชากรุงเทพยังพูดถึง
ข่าวกัญชา2023
บทความย้อนหลัง

บทความนี้บันทึกเหตุการณ์หรือความเห็น ณ วันที่เผยแพร่เดิม 6 ก.ค. 2566

อ่านคู่มือกฎกัญชาปัจจุบัน

ภาพถ่ายจากงานนี้ไม่ได้เล่าแค่ว่า “มีอีเวนต์กัญชาเกิดขึ้นในกรุงเทพ” แต่เล่าว่าวงการกัญชาไทยกำลังพยายามสร้างวัฒนธรรมแบบไหนให้กับตัวเอง

Cannabox จัดงาน ซีรีส์ให้ความรู้เรื่องกัญชาช่วงหน้าฝนของ Cannabox ที่ Stoned & Co. ในลักษณะที่ต่างจากงาน convention แบบเดิมอย่างชัดเจน จุดเน้นไม่ได้อยู่ที่บูธใหญ่หรือเวทีทางการมากเกินไป แต่คือการทำให้คนในวงการได้เจอกันจริง คุยกันจริง และถกประเด็นที่สำคัญกับอนาคตของกัญชาไทยในพื้นที่ที่ไม่แข็งทื่อ

ช่วงก่อนเสวนา: networking ที่มีความหมายจริง

เสน่ห์ของงานไม่ได้เริ่มตอนพิธีกรขึ้นเวที แต่มันเริ่มตั้งแต่ช่วงบ่ายที่คนจากหลายบทบาทในวงการทยอยเข้ามา ทั้งผู้ประกอบการ ร้านจำหน่าย ผู้เชี่ยวชาญด้าน track and trace คนทำสื่อ คนทำ wellness และคนที่เพิ่งเริ่มสนใจกัญชาอย่างจริงจัง

บรรยากาศแบบนี้สำคัญมาก เพราะในอุตสาหกรรมที่กฎยังเปลี่ยนเร็ว ความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวมักมีค่ามากกว่าการแลกนามบัตรในฮอลล์ขนาดใหญ่ หลายบทสนทนาที่เริ่มจากคำถามสั้น ๆ หน้าโต๊ะเวิร์กช็อป อาจกลายเป็นการร่วมงานในอนาคตได้

เวิร์กช็อปและการเรียนรู้ก่อนพระอาทิตย์ตก

อีกองค์ประกอบที่ทำให้งานนี้น่าสนใจคือการที่มันไม่ได้พยายามขายภาพกัญชาแบบ party only แต่ดึงคนกลับไปคุยเรื่องสารสำคัญ การใช้ CBD การมองกัญชาในฐานะเครื่องมือด้าน wellness และการสร้างความเข้าใจที่ลึกขึ้นกับผู้บริโภค

สำหรับตลาดไทย การให้ความรู้แบบนี้มีผลมากกว่าที่เห็น เพราะมันช่วยคัดกรองอคติเดิม ๆ และช่วยให้คนที่ยังไม่มั่นใจ ได้สัมผัสว่ากัญชาสามารถถูกพูดถึงในกรอบที่มีสติ มีเหตุผล และมีความรับผิดชอบได้

หัวข้อหลัก: permissionless innovation ในช่วงที่กฎยังไม่ชัด

เมื่อเข้าสู่ช่วงเสวนา ประเด็นหลักคือ permissionless innovation หรือการที่อุตสาหกรรมเติบโต สร้างเครื่องมือ และทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ได้ก่อนที่กฎทั้งหมดจะเขียนเสร็จ

ประเด็นนี้สำคัญมากกับไทย เพราะตลอดช่วงหลัง decriminalization คนในอุตสาหกรรมจำนวนมากไม่ได้รอให้ทุกอย่างนิ่งก่อนค่อยขยับ แต่ลงมือสร้างร้าน ระบบ supply chain, track-and-trace, education model และประสบการณ์ลูกค้าไปพร้อมกับความไม่แน่นอนของกฎหมาย

เวทีแบบนี้จึงมีค่า เพราะมันเปิดให้คนที่กำลังสร้างของจริงบนพื้นดินได้พูดจากประสบการณ์ ไม่ใช่พูดจากทฤษฎีเพียงอย่างเดียว

ทำไมรูปแบบงานแบบ community-first ถึงสำคัญ

ถ้าถามว่างานนี้ต่างจากอีเวนต์สายธุรกิจทั่วไปอย่างไร คำตอบคือมันทำให้คนรู้สึกว่าเข้ามาเป็น “ส่วนหนึ่งของวงการ” ไม่ใช่แค่ผู้ชม

คนเข้าร่วมสามารถฟังเสวนา สูบหรือใช้ผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ที่เหมาะสม พูดคุยกับสปอนเซอร์ ถามคำถามตรงกับผู้เชี่ยวชาญ และใช้เวลานั่งคุยกับคนใหม่ ๆ แบบไม่ถูกบีบด้วยตารางที่แข็งเกินไป

รูปแบบนี้อาจดูไม่เป็นทางการสำหรับบางคน แต่กับวงการกัญชา มันกลับสอดคล้องกับความจริงมากกว่า เพราะกัญชามีมิติทั้งธุรกิจ วัฒนธรรม สุขภาพ และชุมชนอยู่พร้อมกัน

สิ่งที่งานลักษณะนี้สะท้อนต่ออุตสาหกรรมไทย

งานแบบ Cannabox ที่ Stoned & Co. ชี้ให้เห็น 3 เรื่องชัดเจน

หนึ่ง วงการกัญชาไทยไม่ได้มีแต่การขายสินค้า แต่กำลังสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน

สอง ผู้เล่นที่จริงจังให้ความสำคัญกับ education, compliance และ network พอ ๆ กับยอดขาย

สาม การรวมคนจากหลายบทบาทไว้ในพื้นที่เดียวกัน ทำให้การเติบโตของวงการมีความลึกมากกว่าแค่การเปิดร้านเพิ่ม

บทสรุป

Photo essay นี้จึงมีค่ามากกว่าอัลบั้มภาพงาน มันคือหลักฐานของช่วงเวลาที่วงการกัญชาไทยกำลังพยายามนิยามตัวเอง ว่าจะโตแบบไหน จะคุยกันแบบไหน และจะเชื่อมธุรกิจกับชุมชนอย่างไร

ในวันที่กฎยังเปลี่ยนได้เร็ว พื้นที่แบบนี้ช่วยให้คนในวงการมองเห็นกันเองมากขึ้น และทำให้อนาคตของกัญชาไทยถูกสร้างจากความสัมพันธ์จริง ไม่ใช่แค่จากโพสต์โฆษณาหรือข่าวพาดหัว

อ่านต่อ

บทความทั้งหมด
ข่าวกัญชาอนาคตกัญชาไทยปี 2024: อะไรกำลังรออยู่ข่าวกัญชากัญชาทางการแพทย์ไทยกับข่าวลวงที่ทำให้อุตสาหกรรมเสียหาย