กัญชาไม่ได้เพิ่งถูกมองว่าเป็นยาจากกระแสสมัยใหม่ แต่มีประวัติการใช้ยาวนานทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และประเทศไทย สิ่งที่เปลี่ยนไปคือภาษา กฎหมาย และระบบการแพทย์ที่ใช้กำกับมัน
กัญชาในตำรับโบราณ
ในหลายวัฒนธรรม กัญชาถูกใช้เพื่อช่วยเรื่องปวด เกร็ง เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ และอาการไม่สบายหลายรูปแบบ ตำรับโบราณไม่ได้แยกกัญชาออกจากพืชสมุนไพรอื่นอย่างแข็ง ๆ แต่ใช้ร่วมกับสมุนไพร อาหาร และพิธีกรรมตามความรู้ของแต่ละพื้นที่
ในไทย กัญชาปรากฏในตำรับยาแผนไทยบางส่วน และถูกใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย ไม่ใช่ในฐานะสารเดี่ยวแบบยาแผนปัจจุบัน
การเข้าสู่แพทย์ตะวันตก
ในศตวรรษที่ 19 แพทย์ตะวันตกเริ่มสนใจกัญชาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะงานของ William Brooke O'Shaughnessy ที่ศึกษาและเผยแพร่การใช้กัญชาในทางการแพทย์หลังทำงานในอินเดีย งานเหล่านี้ทำให้กัญชาเข้าสู่ตำรับยาในยุโรปและอเมริกาในช่วงหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญในยุคนั้นคือการควบคุมปริมาณและความสม่ำเสมอของสารออกฤทธิ์ยังทำได้ยาก ผลของกัญชาจึงคาดเดาไม่ง่ายเมื่อเทียบกับยาสังเคราะห์ที่เริ่มพัฒนาเร็วขึ้น
จากสมุนไพรสู่ยาเสพติด
ศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงที่กัญชาถูกผลักออกจากระบบการแพทย์และถูกจัดให้เป็นยาเสพติดในหลายประเทศ ปัจจัยสำคัญมีทั้งการเมืองระหว่างประเทศ การรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด ความกลัวทางสังคม และการขาดระบบมาตรฐานผลิตภัณฑ์
เมื่อกัญชาถูกตีตรา งานวิจัยก็ชะลอตัวลง ผู้ใช้จำนวนมากถูกลงโทษ และภูมิปัญญาเดิมถูกตัดขาดจากระบบกฎหมายสมัยใหม่
การกลับมาของงานวิจัย
ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21 นักวิทยาศาสตร์เริ่มเข้าใจระบบเอนโดแคนนาบินอยด์มากขึ้น การค้นพบตัวรับ CB1 และ CB2 รวมถึงการศึกษาสาร THC, CBD และแคนนาบินอยด์อื่น ๆ ทำให้กัญชากลับมาอยู่ในบทสนทนาทางการแพทย์อีกครั้ง
หลายประเทศเริ่มอนุญาตการใช้กัญชาทางการแพทย์ในเงื่อนไขเฉพาะ เช่น อาการปวดเรื้อรัง คลื่นไส้จากเคมีบำบัด โรคลมชักบางชนิด กล้ามเนื้อเกร็ง และภาวะอื่นที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสม
เส้นทางของประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นประเทศแรก ๆ ในเอเชียที่ขยับเรื่องกัญชาทางการแพทย์อย่างจริงจัง ปี 2019 การใช้กัญชาทางการแพทย์ได้รับการเปิดทางภายใต้ข้อจำกัด ต่อมาในปี 2022 กัญชาถูกปลดล็อกบางส่วนจากบัญชียาเสพติด ทำให้ตลาดเติบโตอย่างรวดเร็ว
แต่การเติบโตเร็วก็ทำให้เกิดปัญหาเรื่องมาตรฐาน การใช้ที่ไม่เหมาะสม และความไม่ชัดเจนของระบบ หลังปี 2025 ประเทศไทยจึงพากัญชากลับเข้าสู่กรอบสมุนไพรควบคุมและการแพทย์มากขึ้น
กัญชาไทยกับแพทย์แผนไทย
สิ่งที่ทำให้ไทยแตกต่างคือกัญชาไม่ได้ถูกมองผ่านแพทย์แผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมกับแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ เภสัชกร และผู้ประกอบวิชาชีพอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนด
นี่ทำให้ไทยมีโอกาสสร้างโมเดลที่ผสานสมุนไพรดั้งเดิมกับมาตรฐานสมัยใหม่ เช่น การตรวจสอบย้อนกลับ มาตรฐาน GACP และเอกสารสั่งจ่าย
สรุป
ประวัติกัญชาทางการแพทย์ไม่ใช่เส้นตรงจากผิดกฎหมายไปถูกกฎหมาย แต่เป็นวงจรของการใช้ ความกลัว การตีตรา งานวิจัย และการกลับมาทบทวนใหม่
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายคือการไม่ทิ้งภูมิปัญญาเดิม แต่ก็ไม่ใช้คำว่าสมุนไพรเป็นข้ออ้างให้ละเลยมาตรฐาน หากไทยทำสองอย่างนี้ได้พร้อมกัน กัญชาทางการแพทย์ไทยจะมีจุดยืนที่แตกต่างและน่าเชื่อถือในระดับภูมิภาค


