หลังการปลดล็อกวันที่ 9 มิถุนายน 2022 ตลาดกัญชาไทยเดินหน้าเร็วมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ช่วงแรกเต็มไปด้วยความตื่นตัว ร้านใหม่ ฟาร์มใหม่ และคำถามทางการเมืองจำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาพเริ่มชัดขึ้นว่าอนาคตของกัญชาไทยไม่ได้ขึ้นกับกระแสอย่างเดียว มันขึ้นกับว่ารัฐ ธุรกิจ และผู้บริโภคจะสร้างระบบที่น่าเชื่อถือร่วมกันได้หรือไม่
อนุทินและแรงสนับสนุนทางการเมือง
อนุทิน ชาญวีรกูล ยังเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของการผลักดันกัญชาในไทย จุดยืนหลักคือกัญชาควรอยู่ในระบบที่ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เศรษฐกิจ และชุมชนได้ ไม่ใช่กลับไปเป็นนโยบายปราบปรามแบบเดิม
คำถามจริงจึงไม่ใช่ว่ากัญชาจะหายไปจากไทยหรือไม่ แต่คือร่างกฎหมายและกฎรองจะเข้มแค่ไหน ใครมีสิทธิ์ขาย ใครมีสิทธิ์สั่งจ่าย และร้านต้องทำเอกสารระดับใด
ฝ่ายคัดค้านจะมีผลแค่ไหน
ฝ่ายคัดค้านกัญชามักใช้ภาษาที่รุนแรง เช่น ผลเสียต่อเด็ก ความเสี่ยงต่อสังคม หรือภาพจำแบบยาเสพติด แต่การคัดค้านที่ไม่มีข้อมูลรองรับทั้งหมดไม่เพียงพอจะทำให้ตลาดหายไป สิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าคือการบังคับใช้กฎกับร้านที่ไม่พร้อม เช่น ร้านที่ไม่มีผู้ประกอบวิชาชีพ ไม่มีเอกสาร หรือขายแบบไม่ตรวจสอบ
ดังนั้นร้านที่อยู่รอดจะไม่ใช่ร้านที่เสียงดังที่สุด แต่เป็นร้านที่เตรียมระบบดีที่สุด
ร้านจำหน่ายควรคาดหวังอะไร
ร้านที่ไม่มีโครงสร้างด้านใบอนุญาต เอกสาร การตรวจอายุ แหล่งที่มาของสินค้า และการรายงาน จะเจอแรงกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทางกลับกัน ร้านที่ร่วมมือกับฟาร์มที่ตรวจสอบได้ คลินิก หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่มีอำนาจ จะได้เปรียบ
กัญชาไทยจึงมีแนวโน้มเดินจากตลาดเปิดแบบรวดเร็ว ไปสู่ตลาดที่เป็นระบบมากขึ้น มีการคัดกรองผู้เล่น และให้รางวัลกับธุรกิจที่ทำงานโปร่งใส
ผู้บริโภคจะเปลี่ยนอย่างไร
ผู้บริโภคจะเริ่มถามมากขึ้นว่า ดอกมาจากไหน มีผลตรวจหรือไม่ ใช้แล้วควรระวังอะไร และซื้อแบบไหนถูกต้องตามกฎหมาย กระแสนี้ทำให้ร้านที่ให้ความรู้ได้จริงมีคุณค่ามากขึ้น
สำหรับนักท่องเที่ยว ภาพจำว่าไทยเป็นพื้นที่ซื้อกัญชาได้ง่ายทุกที่อาจไม่ตรงกับอนาคตอีกต่อไป การใช้กัญชาในไทยจะยังเป็นไปได้ แต่ต้องเคารพกฎหมายท้องถิ่นมากกว่าเดิม
บทสรุป
อนาคตกัญชาไทยน่าจะไม่ใช่การแบนทั้งหมด และไม่ใช่ตลาดเสรีไร้กรอบแบบช่วงแรก แต่เป็นตลาดที่สงบขึ้น ฉลาดขึ้น และตรวจสอบได้มากขึ้น
ผู้ชนะในระบบนี้จะเป็นฟาร์ม ร้าน คลินิก และแพลตฟอร์มที่ทำให้กัญชาเชื่อมกับคุณภาพ เอกสาร และความรับผิดชอบได้จริง


